ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

เรื่องของแครอทและการดูแล

เรื่องของแครอทและการดูแล

FILE 20220107 09499ZAY6 หน้า 1 XUNY4

          เมื่อ 3,000 ปีก่อนคริสตกาล ในสมัยอียิปต์โบราณแครอทถูกใช้เป็นอาหารและยา (อาจเป็นเพราะมีรสขม) และพบแครอทวางไว้ในสุสานของฟาโรห์ รวมทั้งภาพวาดต่างๆ โดยสมัยก่อนแครอทมีสีดำ สีขาว สีแดง และสีม่วง ต่อมาในช่วงศตวรรษที่ 17 เนเธอร์แลนด์ได้คัดเลือกพันธุ์แครอทสีส้ม ไม่มีรสขม แต่มีรสหวาน และมีแกนน้อย ปัจจุบันบนดอยหรือบนพื้นที่สูงของไทย เกษตรกรจะปลูกแครอทในช่วงเดือนตุลาคม - กุมภาพันธ์ เนื่องจากเป็นช่วงที่แครอทให้ผลผลิตและคุณภาพดีที่สุด โดยมีวิธีการปลูกแครอท และเบบี้ ดังนี้

          วิธีการปลูก “แครอท” จะใช้วิธีหยอดหลุมๆ ละ 3-4 เมล็ด ระยะปลูก 20 x 20 เซ็นติเมตร แครอทจะเริ่มงอกให้เห็นภายใน 1 สัปดาห์ เมื่อปลูกได้ 1 เดือน ถอนแยกให้เหลือหลุมละ 1 ต้น พร้อมกับการใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก เมื่ออายุได้ 45 วัน แครอทจะเริ่มลงหัว ก็จะใส่ปุ๋ยอีกครั้ง อายุเก็บเกี่ยว 90-110 วัน ซึ่งโดยทั่วไปจะเก็บเกี่ยวได้ 2 ครั้ง (เก็บเกี่ยวครั้งแรกที่ 90 วัน เก็บอีกครั้งที่ 110 วัน) 

          วิธีการปลูก “เบบี้แครอท” จะใช้วิธีโรยเป็นแถว (มักโรยเป็นแถวตามขวางของแปลง) ระยะห่างระหว่างแถว 20 เซ็นติเมตร เบบี้แครอทจะงอกใน 7-14 วัน หลังจากปลูก 1 เดือน ถอนแยกให้ต้นห่างกันประมาณ 1.5-2 เซ็นติเมตร อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 60-70 วัน 

          Tip : กรณีการปลูกเบบี้แครอท ซึ่งต้องโรยเป็นแถว เกษตรกรจะนำเมล็ดใส่ขวดแก้วเล็กๆ (เช่น ขวดเครื่องดื่มชูกำลัง) แล้วเจาะรูที่ฝาพอให้เมล็ดลอดออกมาได้ สัก 4-5 รู เมื่อเขย่าขวดเพื่อโรยเมล็ดจะช่วยให้การโรยเมล็ดสม่ำเสมอดีขึ้น

การดูแลโดยเฉพาะการป้องกันกำจัดโรค-แมลงที่สำคัญ (ในระบบเกษตรอินทรีย์)

1) โรคพืชสำคัญที่มักเกิดขึ้นกับแครอท เช่น ใบจุด เน่าเละ และราแป้ง ซึ่งโรคใบจุดและเน่าเละ จะเกิดช่วงปลายฤดูฝนเข้าต้นฤดูหนาว (บนดอยช่วงฤดูฝนจะไม่นิยมปลูกแครอท เพราะผลผลิตจะเสียหายมาก...ไม่คุ้มค่า!)

·   ถ้าแครอทเป็นโรคใบจุดตั้งแต่ยังไม่ลงหัวหรือหัวยังมีขนาดเล็กจะทำให้แครอทหัวไม่โตเท่าที่ควร วิธีป้องกันกำจัด คือ ฉีดพ่นด้วยสารประกอบทองแดง (copper) อัตรา 15-20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร (หรือตามที่กำหนดไว้บนฉลาก/กล่อง) ทุกๆ 10 วัน

·   ส่วนกรณีเน่าเละ สามารถใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาช่วยป้องกันได้ตั้งแต่ช่วงเตรียมดิน (แปลง) โดยผสมปุ๋ยหมัก 50 กิโลกรัม รำละเอียด 10 กิโลกรัม และเชื้อราไตรโคเดอร์มาสด ถ้าเป็นเชื้อสดที่ขยายในเมล็ดข้าวสาร น้ำหนัก 250 กรัมต่อถุง ใช้ 2 ถุง หรือเชื้อสดที่ขยายในเมล็ดข้าวฟ่าง น้ำหนัก 500 กรัมต่อถุง ใช้ 2 ถุง เช่นเดียวกัน เพราะเชื้อที่ขยายในเมล็ดข้าวสารจะสร้างสปอร์ได้มากกว่าเชื้อที่ขยายในเมล็ดข้าวฟ่าง คลุกเคล้าให้เข้ากัน นำไปรองก้นหลุม อัตรา 5-10 กรัมต่อหลุม หรือประมาณ 1 ช้อนโต๊ะต่อหลุม

·   ส่วนกรณีของราแป้ง จะใช้กำมะถัน อัตรา 60-80 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุก 7-10 วัน

***ที่สำคัญอีกอย่างคือ ห้ามใช้สารประกอบทองแดงร่วมกับกำมะถัน

2) แมลงสำคัญที่มักเข้าทำลาย (กรณีปลูกบนดอย) กัดกินรากและต้นอ่อน คือ จิ้งหรีด หรือ จิ้งกุ่ง ซึ่งกำจัดได้ยาก ต้องใช้วิธีขุดแล้วจับตัวเค้าออกมา กับใช้น้ำมันหมูใส่ในขวดพลาสติก แล้วเอาไปล่อไว้ที่รูจิ้งหรีด ช่วงที่มีการระบาดมากๆ ชาวบ้านจะจับจิ้งหรีดขายกัน ราคาดีทีเดียว!

FILE 20220107 0917N2RJ85PRSGZC

FILE 20220107 09384AVUQKWB8PYL

FILE 20220107 0958TVCZ1QF73H3D

FILE 20220107 0918SEDSMNADPYHY

FILE 20220107 0949EK9FB8ZH6WXX

FILE 20220107 0918A38NK1QJ673A

 

 
เขียน / เรียบเรียงเรื่องโดย:
ดร.เพชรดา อยู่สุข
แหล่งที่มา / เอกสารอ้างอิง:

โปรแกรมการจัดการศัตรูพืชในแครอทและเบบี้แครอทอินทรีย์ จัดทำโดย มูลนิธิโครงการหลวงและสถาบันวิจัยและพันาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน)

ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก

คุณสุริยนต์ รินบุตร นักวิชาการจากมูลนิธิโครงการหลวง

นายสมบูรณ์ ปาปูลู เกษตรกรบ้านแม่ขะต๋าน ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยน้ำริน

นายสุวรรณ วุฒิเจริญการ เจ้าหน้าที่ส่งเสริมผักอินทรีย์ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยน้ำริน

http://www.vegetablefacts.net/vegetab.../history-of-carrots/

https://pantip.com/topic/39274410


ข้อมูลนี้เป็นที่น่าพึงพอใจหรือเป็นประโยชน์สำหรับท่านหรือไม่
 

บทความอื่นที่เกี่ยวข้อง