ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

รู้หรือไม่?…“ลูกชิด” มาจากไหน

รู้หรือไม่?…“ลูกชิด” มาจากไหน

          เข้าสู่ฤดูร้อนแล้ว อากาศร้อนแบบนี้หากได้น้ำแข็งไสหรือรวมมิตรใส่ลูกชิดหวานๆ เคี้ยวหนึบๆ คงจะชื่นใจไม่น้อยเลย แต่เอ๊ะ! “ลูกชิด” ทำมาจากอะไร? ทำไมต้องเรียกว่า “ลูกชิด”? ล่ะ...หลายคนคงคิดว่า ลูกชิดก็คือลูกจาก จริงๆ แล้วลูกชิดกับลูกจากมีที่มาจากคนละต้น โดยลูกชิดมาจากต้นตาวหรือต้นต๋าว ส่วนลูกจากมาจากต้นจาก เดิมพืชทั้งสองชนิดนี้ถูกจัดแบ่งอยู่ในวงศ์ที่แตกต่างกัน โดยต๋าวจัดอยู่ในวงศ์ PALMACEAE หรือ PALMAE ส่วนจากอยู่ในวงศ์ NYPACEAE แต่ปัจจุบันพืชทั้งสองชนิดถูกจัดอยู่ในวงศ์เดียวกัน คือ ARECACEAE

FILE 20210402 06145R9ZE7TCQ หน้า 8 E

          ต๋าว (Sugar palm) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Arenga pinnata (Wurmb) Merr. เป็นพืชตระกูลปาล์ม (ARECACEAE) เช่นเดียวกับมะพร้าวและตาล มีชื่อท้องถิ่นแตกต่างกันไป เช่น ตาว ชิด (ภาคกลาง) ตาว ต๋าว มะต๋าว (ภาคเหนือ) ฉก ชก (ภาคใต้) ต้นต๋าวมีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมและกระจายพันธุ์อยู่ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในประเทศอินเดีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และลาว สำหรับประเทศไทยจะพบต้นต๋าวบริเวณผืนป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์และความชื้นสูง หรือตามเชิงเขาในบริเวณที่มีดินร่วนและมีอากาศชุ่มชื้น โดยพบมากในเขตจังหวัดกาญจนบุรี พิษณุโลก ตาก อุตรดิตถ์ แพร่ เชียงราย เชียงใหม่ และน่าน

ลักษณะทั่วไป :

          ต๋าวเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว มีลำต้นเดี่ยว (Solitary) ไม่มีกิ่งก้านแขนงออกมาด้านข้าง มีความสูง 6-15 เมตร ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกออกเรียงสลับกันเช่นเดียวกับใบมะพร้าวแต่ขนาดใหญ่และแข็งกว่า หลังจากปลูกไปแล้ว 6-10 ปี จะเริ่มติดดอก โดยในต้นเดียวกันจะมีทั้งช่อดอกเพศผู้และช่อดอกเพศเมียแต่อยู่คนละช่อดอกกัน และออกดอกครั้งเดียว ระยะเวลาตั้งแต่ออกดอกจนเป็นผลประมาณ 1-2 ปี

FILE 20210402 0607C4DTBZK32936

          ต๋าวจะออกผลเป็นทะลาย มีหลายแขนง ไม่มีก้านผล ใน 1 ต้นจะมีผลประมาณ 5-6 ทะลาย โดยเริ่มติดผลทะลายแรกจากกาบใบบนสุดลงมาข้างล่าง ระยะเวลาตั้งแต่ติดผลทะลายแรกจนถึงทะลายสุดท้ายตามจำนวนทะลาย (โดยเฉลี่ยปีละ 1 ทะลาย) ต๋าว 1 ทะลาย จะมีประมาณ 50 เส้นขึ้นไป แต่ละเส้นจะมีผลต๋าวประมาณ 80-110 ผล ดังนั้น 1 ทะลายจะมีผลต๋าวประมาณ 4,000 ผล ผลสุกแก่มีสีเขียวเข้มจนถึงม่วงดำ ขนาดผล 3-5 เซนติเมตร ในแต่ละผลจะมีเมล็ดอยู่ 2-3 เมล็ด ส่วนที่เรานำมารับประทาน คือ เนื้อในของเมล็ดอ่อนหรือเอนโดสเปิร์ม (Endosperm) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ลูกชิด” โดยเมล็ดอ่อนจะมีสีขาวขุ่นหากแก่จะมีสีดำและมีเปลือกแข็งห่อหุ้ม ส่วนสาเหตุที่เราเรียกว่า “ลูกชิด” เนื่องจากในแต่ละผลจะมีเมล็ดเรียงชิดกันอยู่ รสชาติของลูกชิดจะมีรสจืด ถ้ายังไม่แก่จัดจะมีรสฝาด ต้นต๋าวเมื่อออกดอกและผลทะลายสุดท้ายสุกแก่แล้ว ลำต้นก็จะค่อยๆ โทรมลงและตายในที่สุดเช่นเดียวกับลานและเต่าร้าง แต่วงจรชีวิตดังกล่าวอาจใช้เวลานานถึง 20 ปี

FILE 20210402 0631GVV5NMNZ1QUW

การปลูกและการเก็บเกี่ยวผลผลิตต๋าว :

  1. การขยายพันธุ์

          ในป่าธรรมชาติ ต๋าวจะขยายพันธุ์ต้นต๋าวได้เอง โดยเมื่อผลสุกและเมล็ดแก่จัดจะตกหล่นบริเวณใต้ต้นแม่และทำหน้าที่ขยายพันธุ์ต่อไป อย่างไรก็ตาม ต้นต๋าวสามารถขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดได้ ซึ่งระยะเวลาตั้งแต่เพาะเมล็ดจนเป็นกล้าพร้อมปลูกประมาณ 1-1.5 ปี ขั้นตอนการเพาะเมล็ด ดังนี้

FILE 20210402 0649TADD18LEAXC1

           1) การคัดเมล็ด : นำเมล็ดแก่ไปแช่น้ำเพื่อคัดแยกเมล็ดดี-เสียออกจากกัน (เมล็ดดีจะจมน้ำ เมล็ดเสียจะลอยน้ำ)

          2) การบ่มเมล็ด : นำขุยมะพร้าวแช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน บรรจุลงในถุงพลาสติกใส/ดำ แล้วนำเมล็ดดีลงไปบ่ม มัดปากถุงให้แน่น นำไปไว้ในที่ร่มประมาณ 1 เดือน จะมีรากงอกออกมาจากเมล็ด หากต้องการเพิ่มอัตราการงอกของเมล็ด ให้นำขุยมะพร้าวไปนึ่งฆ่าเชื้อประมาณ 2 ชั่วโมง แล้วนำมาผึ่งให้เย็น จากนั้นนำขุยมะพร้าวบรรจุลงในถุงพลาสติกสีดำ นำเมล็ดดีมาเปิดจุดงอกก่อนนำลงไปบ่ม มัดปากถุงให้แน่น ทิ้งไว้ประมาณ 1 เดือน วิธีการนี้จะทำให้ต้นกล้าต๋าวงอกเกือบทั้งหมดและมีอัตราการงอก 95-100 % สิ่งสำคัญของการบ่มเมล็ด คือ ในขณะที่บ่มเมล็ดต๋าว ไม่ต้องเติมน้ำหรือให้ความชื้นกับขุยมะพร้าวอีก เนื่องจากจะทำให้เกิดการปนเปื้อนจากเชื้อราหรือแบคทีเรียได้

FILE 20210402 0610FRKJCH6CBEVF

          3) การเตรียมวัสดุเพาะและย้ายเมล็ดลงถุงเพาะชำ : เตรียมวัสดุเพาะโดยใช้ขี้เถ้าแกลบ : ทราย : ปุ๋ยคอก : ดิน ในอัตราส่วน 1 : 1 : 1 : 1 บรรจุลงในถุงเพาะชำ ขนาด 3x5 นิ้ว นำเมล็ดที่งอกแล้วย้ายลงปลูกในถุงเพาะชำ โดยใช้ไม้จิ้มนำเพื่อเปิดทางก่อน แล้วสอดเฉพาะส่วนรากที่งอกแล้วลงในช่องเปิดของวัสดุปลูก ให้เมล็ดต๋าวอยู่เหนือดิน เพื่อป้องกันรากกระทบกระเทือนและหัก รดน้ำให้ชุ่มทุกวัน ประมาณ 1 เดือน กล้าต๋าวจะเริ่มแตกใบแรกออกมาและภายในเดือนที่ 2 จะแตกใบใหม่ 2-3 ใบ

          4) หลังจากปลูกได้ 2-3 เดือน ทำการย้ายต้นกล้าต๋าวลงปลูกในถุงเพาะชำขนาด 4x6 นิ้ว หากมีรากต้นกล้าต๋าวแทงออกมานอกถุงเพาะชำให้ทำการตัดรากก่อน เพื่อกระตุ้นให้ต้นกล้าต๋าวแตกใบใหม่ รดน้ำสม่ำเสมอ

          5) หลังจากนั้น 9 เดือน-1 ปี จะได้ต้นกล้าต๋าวพร้อมปลูก

FILE 20210402 0605YVRDUYD7BQBR

  1. การปลูกและการดูแลรักษา

          ช่วงเวลาที่เหมาะสมแก่การนำต้นกล้าลงปลูกมากที่สุด คือ ช่วงเริ่มต้นของฤดูฝน (พฤษภาคม-มิถุนายน) โดยระยะปลูกที่แนะนำ คือ 6x6 เมตร ขุดหลุมขนาด 40x40x40 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยอินทรีย์ การย้ายต้นกล้าลงปลูกควรตั้งลำต้นให้ตรงโดยให้ผิวดินในถุงเพาะเสมอกับผิวดินของหลุมที่เตรียมไว้ กลบดินให้แน่น นำไม้หลักมาปักและผูกกับต้นต๋าวเพื่อป้องกันต้นล้ม ส่วนการดูแลรักษา ต๋าวเมื่อปลูกไปแล้วส่วนใหญ่จะเกษตรกรจะไม่มีการดูแลรักษาใดๆ มีเพียงการปลูกซ่อมหรือปลูกเสริมในพื้นที่เท่านั้น

  1. การเก็บเกี่ยวผลผลิต

          ในประเทศไทย ผลผลิตต๋าวส่วนใหญ่จะเก็บในลักษณะที่เป็นผลผลิตจากป่า (Non wood forest product: NWFP) ส่วนการปลูกต๋าวเพื่อการค้ามีไม่มากนัก การเก็บเกี่ยวผลผลิตเริ่มตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน-ธันวาคม (บางพื้นที่อาจจะเก็บได้ถึงเดือนมีนาคมของปีถัดไป) อุปกรณ์ที่จำเป็นในการเก็บผลผลิตต๋าวแต่ละครั้ง ได้แก่ (1) กะละมังหรือหม้อสำหรับต้มเมล็ดต๋าว (2) เครื่องมือ/อุปกรณ์สำหรับบีบเมล็ดต๋าว และ (3) มีด สำหรับการแต่งกายสำหรับไปเก็บต๋าว เกษตรกรนิยมสวมเสื้อผ้ามิดชิด ใส่ถุงมือ บางรายใส่แว่นตาด้วย เนื่องจากผลต๋าวจะมีน้ำยาง หากถูกผิวหนังจะทำให้ระคายเคืองผิวและคันมาก

ขั้นตอนการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลผลิตต๋าว :

          1) ผลสุกแก่จะมีสีเขียวเข้มหรือม่วงดำ ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่จะใช้วิธีการสังเกตและประสบการณ์ เมื่อเลือกทะลายที่ผลผลิตต๋าวสุกแก่พร้อมเก็บเกี่ยวแล้วให้ใช้มีดตัดทะลายต๋าวทั้งทะลายหรือตัดทีละเส้นก็ได้ จากนั้นใช้มีดตัดผลต๋าวออกจากทะลายเป็นผลย่อย ข้อควรระวัง คือ ในการหั่นผลย่อยออกจากทะลาย ให้ระมัดระวังน้ำยางบริเวณขั้วและเปลือกผล เพราะหากถูกผิวหนังจะทำให้ระคายเคืองและคันมาก

          2) นำไปต้มในน้ำเดือดประมาณ 30-45 นาที เพื่อให้ยางที่เปลือกจับตัวและทำให้เปลือกอ่อนตัว ซึ่งจะทำให้ง่ายต่อการบีบเอาเนื้อในของเมล็ดออก นำผลต๋าวขึ้นมาล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง แล้วทิ้งไว้ให้สะเด็ดน้ำ

         3) การบีบเมล็ดต๋าว มี 2 วิธี คือ (1) ใช้ปลายช้อนแคะ และ (2) ใช้เครื่องบีบเมล็ดต๋าว ซึ่งส่วนใหญ่เกษตรกรจะใช้ไม้หรือเครื่องมืออย่างง่ายที่มีน้ำหนักเบาเนื่องจากการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลผลิตมักทำให้เสร็จในป่า เมื่อบีบเอาเมล็ดในออกมาจนได้เป็น “ลูกต๋าวหรือลูกชิด” นำไปล้างด้วยน้ำสะอาด 1 ครั้ง คัดเศษเปลือกที่ติดมาออก (หากจะส่งโรงงานแปรรูปต๋าว ก็นำไปบรรจุถุงหรือกระสอบเตรียมส่งให้ผู้รับซื้อได้เลย)

FILE 20210402 063723HS2VZA52E2

          4) หากจะนำมารับประทานหรือจำหน่ายปลีก หลังจากล้างต๋าวด้วยน้ำสะอาดแล้ว คัดเมล็ดเสียหรือเมล็ดที่มีสีคล้ำออก บางเมล็ดอาจยังมี Embryo (ส่วนเจริญเป็นลำต้นใหม่) อยู่ ให้ใช้มือบีบออก เพราะหากรับประทานเข้าไปอาจจะทำให้คันได้ จากนั้นนำเมล็ดต๋าวไปแช่ในน้ำสะอาด เปลี่ยนน้ำทุกวัน ประมาณ 1-3 วัน หรือจนกว่าเมล็ดต๋าวจะสะอาดใส ก็จะได้เป็น “เมล็ดต๋าวสด” ก่อนนำไปรับประทานหรือจำหน่ายปลีก ให้นำเมล็ดต๋าวไปต้มในน้ำเดือดประมาณ 2-3 นาที นำขึ้นมาสะเด็ดน้ำ จะรับประทานหรือบรรจุถุงเก็บไว้ในตู้เย็นได้นาน 1-2 เดือน หรือจำหน่ายปลีกก็ได้

FILE 20210402 06238XHZJKHJQNJA

FILE 20210402 0651URZY3KEBCKXY

ผลตอบแทนจากการจำหน่ายผลผลิต :

          จากการสำรวจและรวบรวมข้อมูลของเกษตรกรในพื้นที่ดำเนินงานของ สวพส. ปัจจุบัน เกษตรกรมีการจำหน่ายผลผลิตต๋าวใน 2 รูปแบบ คือ จำหน่ายปลีกภายในชุมชนและส่งผลผลิตให้โรงงานแปรรูป โดยราคาการจำหน่ายปลีกของเมล็ดต๋าวสดที่ต้มแล้วพร้อมรับประทานจะอยู่ระหว่าง 50-60 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนราคาจำหน่ายของผลผลิตเมล็ดต๋าวสด (ยังไม่ผ่านการต้ม) ที่ส่งให้โรงงานแปรรูปจะอยู่ระหว่าง 450-500 บาทต่อถังหรือ 25-30 บาทต่อกิโลกรัม สร้างรายได้ให้กับครัวเรือนประมาณ 35,000-40,000 บาทต่อปี

FILE 20210402 0655MB89DZJ2K5KP

การใช้ประโยชน์ :

  1. ผลหรือเมล็ดต๋าว

          เมล็ดต๋าวสดหรือลูกชิดสามารถนำมาต้มรับประทานแบบจืด (ไม่เติมน้ำตาล) ได้เลย ซึ่งถือเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ (อาหารคลีน คีโตทานได้) เนื่องจากมีแคลอรี่ต่ำและใยอาหารสูงมากเมื่อเปรียบเทียบกับพืชตระกูลปาล์มชนิดอื่น นอกจากนี้ ยังสามารถนำมาเป็นส่วนประกอบของอาหารได้ทั้งอาหารคาวและอาหารหวาน เช่น แกง ผัด ยำต่าง ของหวาน และเบเกอรี่ รวมไปถึงการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ เช่น ลูกชิดในน้ำเชื่อม ลูกชิดแช่อิ่มอบแห้ง และแยมลูกชิดผสมผลไม้ชนิดอื่น เป็นต้น

FILE 20210402 0645Z8XSR7GLYCE2

FILE 20210402 0610J4A5KDGYRVEG

ลูกชิดในน้ำเชื่อมและลูกชิดแช่อิ่มอบแห้ง

                    ส่วนประกอบ :   ลูกชิดสด                             1         กิโลกรัม

                                              น้ำตาลทรายขาว          300-700         กรัม

วิธีทำ

  1.           1. นำลูกชิดสดไปล้างน้ำให้สะอาด ตักขึ้นด้วยตะแกรง พักไว้ให้สะเด็ดน้ำ
  2.           2. ตั้งน้ำให้เดือด นำลูกชิดลงไปต้มในน้ำเดือด 10-15 นาที จากนั้น ตักลูกชิดขึ้นมาแช่ในน้ำอุณหภูมิห้อง ตักขึ้นด้วยตะแกรง
  3.           3. นำลูกชิดมาผสมกับน้ำตาลทรายขาว 300-700 กรัม ผสมให้เข้ากัน นำไปใส่ภาชนะปิดสนิทหรือถุงพลาสติกมัดปากถุงให้สนิท ทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้อง 1 คืน
  4.           4. นำลูกชิดไปเคี่ยวจนน้ำเชื่อมเดือด ทิ้งไว้ให้เย็น ก็จะได้เป็น “ลูกชิดในน้ำเชื่อม” พร้อมทาน
  5.          5. นำขวดแก้วและฝาไปนึ่งฆ่าเชื้อที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส จากนั้น จึงนำลูกชิดที่ร้อนอยู่บรรจุลงไปขวด ปิดฝาให้สนิทและซีลฝาขวดด้วยพลาสติกให้มิดชิด
  6.           6. หากจะทำ “ลูกชิดแช่อิ่มอบแห้ง” ให้นำลูกชิดที่เชื่อมแล้ว 7-10 วัน เทลงในตะแกรงให้สะเด็ดน้ำ นำไปเกลี่ยให้กระจายตัวสม่ำเสมอบนตะแกรงของตู้อบลมร้อน แล้วนำเข้าตู้อบและหมั่นคนให้ลูกชิดได้รับความร้อนทั่วถึง สำหรับอุณหภูมิและระยะเวลาที่ใช้ในการอบขึ้นอยู่กับปริมาณลูกชิด ขนาดของตู้อบ และความชื้นของลูกชิดอบแห้งที่ต้องการ
  7.           7. เมื่อนำออกจากเตาอบแล้ว ควรบรรจุในโหลแก้วหรือภาชนะพลาสติก และเปิดฝาไว้ประมาณ 4-5 วัน เพื่อให้ความชื้นระเหยออกมา และเขย่าภาชนะทุกวันเพื่อให้ลูกชิดอบแห้งโดนอากาศให้ทั่ว หลังจากนั้นก็ปิดฝาภาชนะ สามารถเก็บไว้ได้นานถึง 3 เดือน
  8. 2. ส่วนอื่นๆ ของต้นต๋าว

         1) ลำต้น : สามารถนำมาใช้ทำเป็นเฟอร์นิเจอร์ได้ และตอของต้นต๋าวที่ตายแล้วสามารถใช้เลี้ยง “ด้วงสาคูหรือด้วงมะพร้าว” เพิ่มรายได้อีกทางหนึ่งได้ นอกจากนี้ เส้นใยจากลำต้น สามารถนำมาใช้ทำเป็นแปรงได้

           2) หน่ออ่อนหรือแกนในของลำต้น : สามารถนำมาใช้ประกอบอาหารยอดอ่อนของมะพร้าว เช่น การทำเป็นแกงหรือใส่ข้าวเบือน เป็นต้น

          3) ใบ : ใบแก่สามารถนำมาใช้มุงหลังคา กั้นฝาบ้าน ตกแต่งงานรื่นเริงในหมู่บ้าน หรือนำมาใช้จักสานตะกร้า ส่วนใบอ่อนนำมาใช้ทำเป็นมวนบุหรี่ ส่วนก้านใบเมื่อนำมาเหลารวมกันทำเป็นไม้กวาด และก้านทางใบนำมาใช้ทำฟืนสำหรับก่อไฟ

          4) ยอดอ่อน ใบอ่อน : นึ่งรับประทานเป็นผักจิ้มกับน้ำพริกหรือนำไปแกงได้

          5) งวงตาวหรือดอกตาว : สามารถนำมาทำเป็นน้ำตาลคล้ายกับน้ำตาลโตนดได้

FILE 20210402 0611QBR2HQQJS4L1

สถานการณ์ปัจจุบัน :

ปัจจุบัน ต้นต๋าวเป็นพืชอีกชนิดหนึ่งที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่างยิ่งของประเทศไทย เนื่องจาก ต้นต๋าวส่วนใหญ่จะเป็นต้นที่มีในป่าธรรมชาติอยู่เดิมแล้ว การปลูกต๋าวในพื้นที่ทำกินหรือพื้นที่เกษตรยังมีไม่มากนัก การลดลงอย่างรวดเร็วของต้นต๋าวในป่าธรรมชาติอาจมาจากหลายสาเหตุ กล่าวคือ พืชชนิดนี้เป็นพืชที่ออกดอกเพียง 1-2 ครั้ง และเมื่อดอกผลและเมล็ดแก่ลง ลำต้นก็จะค่อยๆ โทรมลงและตายในที่สุด แต่วงจรชีวิตดังกล่าวอาจใช้เวลานานถึง 20 ปี การเก็บเกี่ยวผลผลิตที่ไม่ถูกวิธีเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ต้นต๋าวลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว เช่น การโค่นต้นเพื่อการเก็บเกี่ยวผลผลิต หรือการเก็บเกี่ยวผลผลิตทั้งหมดโดยไม่เหลือทิ้งผลบางส่วนเพื่อการขยายพันธุ์ รวมไปจนการตัดทำลายต้นอ่อนที่มีอายุประมาณ 3-6 ปี เพื่อเอายอดอ่อนซึ่งมีรสชาติที่หวานกรอบคล้ายยอดอ่อนของมะพร้าวมารับประทาน นอกจากนี้ ต้นต๋าวจะเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์และความชื้นค่อนข้างสูง การลดลงของพื้นที่ป่าในประเทศไทยก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ต้นต๋าวมีปริมาณลดลงด้วย สำหรับความต้องการผลผลิตต๋าวในประเทศไทย ปัจจุบันผลผลิตต๋าวยังเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก ในขณะที่ลูกชิดกลับหายากขึ้น โรงงานแปรรูปส่วนใหญ่จึงนำเข้าผลผลิตต๋าวประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งแหล่งผลิตต๋าวที่สำคัญ คือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

นอกจากนี้ ในกระบวนการแปรรูปลูกชิดยังพบปัญหาเกี่ยวกับการตกค้างของสารฟอกขาวในปริมาณสูง ซึ่งส่วนใหญ่โรงงานแปรรูปนิยมใช้สารกลุ่มซัลไฟต์ คือ โซเดียมเมตาไบซัลไฟต์ หรือโพแทสเซียม-เมตาไบซัลไฟต์ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้บริโภคได้ ดังนั้น การใช้สารกลุ่มซัลไฟต์ในระดับที่เหมาะสมและปลอดภัย หรือการใช้สารทดแทนชนิดอื่นเพื่อคงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ในระหว่างการเก็บรักษาและการจำหน่าย จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ผลิต นอกจากนี้การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจากลูกชิดโดยไม่ใช้สารเคมีในการแปรรูป เป็นอีกทางเลือกหนึ่งเพื่อสร้างความมั่นใจในด้านคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์แปรรูปจากลูกชิด รวมถึงเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพสำหรับผู้บริโภค และสร้างความเชื่อมั่นในด้านความปลอดภัยแก่ผู้บริโภคด้วย

บทสรุป :

ต๋าว จัดเป็นพืชตระกูลปาล์ม (ARECACEAE) เช่นเดียวกับมะพร้าวและตาล มีชื่อท้องถิ่นแตกต่างกันไป เช่น ตาว ชิด ตาว ต๋าว มะต๋าว ฉก และชก เป็นต้น สาเหตุที่เราเรียกผลต๋าวว่า “ลูกชิด” เนื่องจาก ในแต่ละผลจะมีเมล็ดอ่อนมีสีขาวขุ่นเรียงชิดกันอยู่ 2-3 เมล็ด ซึ่งที่จริงแล้ว คือ เนื้อในของเมล็ดอ่อนหรือเอนโดสเปิร์ม (Endosperm) นั่นเอง ต๋าวจัดว่าเป็นพืชที่มีอายุค่อนข้างนาน โดยมีระยะเวลาตั้งแต่ปลูกจนออกดอกและให้ผลผลิตพร้อมเก็บเกี่ยวประมาณ 8-15 ปี (ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น พันธุ์ พื้นที่ปลูก และความอุดมสมบูรณ์ของดิน ฯลฯ)  ในประเทศไทย ผลผลิตต๋าวส่วนใหญ่จะเก็บในลักษณะที่เป็นผลผลิตจากป่า ส่วนการปลูกต๋าวในพื้นที่ทำกินยังมีไม่มากนัก อย่างไรก็ตาม ต๋าวสามารถขยายพันธุ์ได้ด้วยการเพาะเมล็ดและช่วงเวลาที่เหมาะสมแก่การนำต้นกล้าลงปลูกมากที่สุด คือ ช่วงเริ่มต้นของฤดูฝน (พฤษภาคม-มิถุนายน) ผลผลิตต๋าวจะออกมากในช่วงเดือนกันยายน-ธันวาคม กรรมวิธีในการเก็บเกี่ยวผลผลิตต๋าวค่อนข้างยุ่งยากและต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก เนื่องจากบริเวณขั้วและเปลือกผลต๋าวจะมีน้ำยางอยู่ หากถูกผิวหนังจะทำให้ระคายเคืองและคันมาก สำหรับการใช้ประโยชน์ ส่วนใหญ่จะใช้ประโยชน์จากเมล็ดในการนำมาเป็นส่วนประกอบของอาหารทั้งคาวและหวาน รวมไปถึงจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้ในครัวเรือน อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่พบในการ ต๋าวในปัจจุบัน คือ การลดลงอย่างรวดเร็วของต้นต๋าวในป่าธรรมชาติ ทำให้ผลผลิตต๋าวในประเทศไทยมีปริมาณลดลงไปด้วย ในขณะที่ตลาดยังมีความต้องการผลผลิตต๋าวอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น จึงมีการนำเข้าผลผลิตต๋าวจากประเทศลาวมากขึ้นเพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภค นอกจากนี้ ในกระบวนการแปรรูปลูกชิดยังพบปัญหาการตกค้างของสารฟอกขาวในปริมาณสูง ดังนั้น ผู้ผลิตควรคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคมากขึ้น โดยการใช้สารกลุ่มซัลไฟต์ในระดับที่เหมาะสมและปลอดภัย รวมไปถึงการพัฒนากระบวนการผลิตโดยไม่ใช้สารเคมีด้วย)

 

 
เขียน / เรียบเรียงเรื่องโดย:
นางสาวศิริรัตนาพร หล้าบัววงค์
แหล่งที่มา / เอกสารอ้างอิง:

พันธ์สิริ สุทธิลักษณ์ และธีรพงษ์ เทพกรณ์. 2553. การศึกษาองค์ประกอบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ลูกต๋าวให้มีความปลอดภัย. ใน รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์ในโครงการวิจัยของส้านักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ปี2551. 59 หน้า.

พันธ์สิริ สุทธิลักษณ์. 2556. ลูกชิด: คุณค่าทางโภชนาการและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ลูกชิดให้มีคุณภาพและปลอดภัย. ใน วารสารวิทยาศาสตร์ มข. ปีที่ 41 ฉบับที่ 3. หน้า 508-517.

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์. 2555. แนวทางการพัฒนาตามตำราแม่ฟ้าหลวง เรื่อง การปลูกป่า ปลูกคน : การเพาะและปลูกต๋าวในป่าเศรษฐกิจ. บริษัท เอเอ็นที ออฟฟิศ เอ็กซ์เพรส จำกัด. 40 หน้า.

สมชาย จอมดวง และอาทร อนุดวง. 2561. การใช้ประโยชน์จากลูกตาวคัดทิ้งเพื่อผลิตเป็นลูกตาวแช่อิ่มอบแห้งรสกาแฟ. ในวารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตรปีที่ 32 ฉบับที่ 2. หน้า 55-65.

Unknown. 2560. ตาว ต๋าว ประโยชน์ของต้นตาว 13 ข้อ ! (ต้นชิด, ต้นชก, ลูกชิด, ลูกชก). [สืบค้นออนไลน์] https://medthai.com/%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A7/ [17 มีนาคม 2564].

Unknown. 2563. ตาว. [สืบค้นออนไลน์]

https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A7


ข้อมูลนี้เป็นที่น่าพึงพอใจหรือเป็นประโยชน์สำหรับท่านหรือไม่
 

บทความอื่นที่เกี่ยวข้อง